แม่ร้อง “ปวีณา” ลูกชายวัย 5 ขวบ ถูกครูพี่เลี้ยงทำโทษ จับแก้ผ้าทั้งชุดเหลือเพียงถุงเท้า ยืนหน้าห้อง ถูกเพื่อนล้อจนหวาดผวาไม่กล้าไปโรงเรียน

เนื้อข่าว

ปทุมธานี – แม่ร้อง “ปวีณา” ขอความเป็นธรรม ลูกชายวัย 5 ขวบ นักเรียนชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนแห่งหนึ่ง สังกัดกรุงเทพมหานคร อ้างถูกครูพี่เลี้ยงทำโทษ หลังระบายสีไม่เสร็จ ด้วยการจับถอดเสื้อผ้าชุดนักเรียน รวมถึงกางเกงชั้นในออกจนหมด เหลือเพียงถุงเท้า 2 ข้าง ก่อนให้ยืนหน้าห้องเรียนต่อหน้าเพื่อน จนถูกเพื่อนล้อเรื่องอวัยวะเพศ ทำให้เด็กเกิดความอับอาย เครียด ซึมเศร้า ไม่ยอมกินข้าว นอนไม่หลับ และหวาดผวาไม่ยอมไปโรงเรียน ด้านแม่แจ้งความแล้ว แต่กังวลว่าครูคู่กรณียังคงปฏิบัติหน้าที่ จึงร้องมูลนิธิปวีณาฯ ขอช่วยติดตามคดีและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริง

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 4 กันยายน 2569 น.ส.บี (นามสมมุติ) อายุ 30 ปี แม่ของ ด.ช.กี้ (นามสมมุติ) อายุ 5 ขวบ นักเรียนชั้นอนุบาล 3 ได้เข้าร้องขอความช่วยเหลือจาก มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี หลังลูกชายอ้างว่าถูกครูพี่เลี้ยงของโรงเรียนแห่งหนึ่ง สังกัดกรุงเทพมหานคร ทำโทษอย่างรุนแรงและทำให้อับอายต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้น

แม่เล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 หลังลูกชายกลับจากโรงเรียน ย่าสังเกตเห็นความผิดปกติของเสื้อผ้าที่เด็กสวมใส่ จึงสอบถามจนทราบว่า เด็กถูกครูพี่เลี้ยงทำโทษ เนื่องจากระบายสีไม่เสร็จ โดยครูจับถอดเสื้อผ้าชุดนักเรียนออก และให้ยืนอยู่บริเวณหน้าห้องเรียนต่อหน้าเพื่อนๆ ทำให้เด็กรู้สึกอับอายและร้องไห้

หลังจากนั้นเด็กเริ่มมีอาการซึม ไม่รับประทานอาหาร นอนไม่หลับ ไม่อยากไปโรงเรียน และบอกกับครอบครัวว่าครูดุและใจร้ายมาก อย่างไรก็ตาม ในวันรุ่งขึ้นครอบครัวยังให้เด็กไปโรงเรียนตามปกติ

กระทั่งวันที่ 29 สิงหาคม 2569 เด็กได้เล่าเหตุการณ์ให้แม่ฟังด้วยตัวเองว่า ถูกครูพี่เลี้ยงจับแก้ผ้า แม่จึงสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม เด็กระบุว่าครูถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมด รวมถึงกางเกงชั้นใน เหลือเพียงถุงเท้า 2 ข้าง ก่อนให้ยืนอยู่หน้าห้องเรียนต่อหน้าเพื่อนๆ

เด็กยังเล่าว่า ระหว่างนั้นถูกเพื่อนล้อเลียนเกี่ยวกับอวัยวะเพศและหัวเราะใส่ ทำให้เกิดความอับอายอย่างมาก ร้องไห้ และหลังเกิดเหตุมีอาการเครียด ซึม ไม่อยากรับประทานอาหาร นอนไม่หลับ และไม่กล้าไปโรงเรียน

แม่จึงส่งข้อความสอบถามเหตุการณ์ไปยังกลุ่ม LINE ของห้องเรียน แต่ไม่ได้รับคำตอบ ก่อนที่ครูพี่เลี้ยงจะติดต่อกลับมาทาง LINE ส่วนตัว และยอมรับว่าเป็นผู้ทำโทษเด็กจริง โดยอ้างว่าเด็กค่อนข้างดื้อ และไม่ต้องการใช้วิธีตีเด็ก พร้อมระบุว่าการทำโทษเกิดขึ้นภายในห้องเรียน

จากนั้นครูพี่เลี้ยงและครูประจำชั้นได้ติดต่อแม่ทาง LINE ส่วนตัว เพื่อขอให้ลบข้อความที่โพสต์ถามเหตุการณ์ในกลุ่มห้องเรียน แต่แม่ปฏิเสธ เนื่องจากต้องการเก็บข้อความดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน

ต่อมาในวันที่ 30 สิงหาคม 2569 แม่ได้พาลูกชายเข้าแจ้งความที่ สน.ราษฎร์บูรณะ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ก่อนเดินทางไปพบผู้บริหารโรงเรียน

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ครอบครัวเดินทางไปโรงเรียนและเข้าพบรองผู้อำนวยการ เพื่อสอบถามถึงมาตรการดำเนินการกับครูพี่เลี้ยงที่เกี่ยวข้อง โดยครอบครัวต้องการทราบว่าจะมีการลงโทษทางวินัยอย่างไร

ทางรองผู้อำนวยการแจ้งว่า สามารถดำเนินการได้เพียงการตักเตือน และไม่สามารถไล่ออกหรือดำเนินการนอกเหนือจากอำนาจที่มีได้ พร้อมเสนอให้เด็กย้ายห้องเรียน แต่ครอบครัวไม่เห็นด้วย เนื่องจากยังมีความกังวลว่าครูพี่เลี้ยงที่ถูกร้องเรียนยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ และเกรงว่าอาจเกิดเหตุลักษณะเดียวกันกับเด็กคนอื่น

ครอบครัวยังขอพบครูคู่กรณีเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง แต่ทางรองผู้อำนวยการปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันการปะทะกันระหว่างคู่กรณี ซึ่งครอบครัวระบุว่ามีหลักฐานเสียงจากการพูดคุยในวันดังกล่าวเก็บไว้

ด้วยเหตุนี้ พ่อและแม่จึงตัดสินใจเข้าร้องขอความช่วยเหลือจาก นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับลูกชายวัย 5 ขวบ และขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม

นางปวีณา หงสกุล กล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเด็กมีอายุเพียง 5 ขวบ ครูและผู้ดูแลเด็กควรใช้หลักจิตวิทยาในการอบรมสั่งสอน และควรเลือกวิธีการลงโทษที่เหมาะสมกับวัย ไม่ควรทำให้เด็กเกิดความอับอายหรือหวาดกลัวจนไม่อยากมาโรงเรียน

นางปวีณากล่าวอีกว่า จะประสาน พ.ต.อ.วัชรพล สุวนันทวงศ์ ผกก.สน.ราษฎร์บูรณะ เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและประสานทีมสหวิชาชีพเพื่อสอบปากคำเด็กอย่างเหมาะสม พร้อมประสาน นางเกศี จันทราประภาวัฒน์ ที่ปรึกษานายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและพิจารณาตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยครูพี่เลี้ยงตามขั้นตอน

นอกจากนี้ มูลนิธิปวีณาฯ เตรียมประสานพาเด็กเข้ารับการประเมินและเยียวยาสภาพจิตใจที่ โรงพยาบาลตำรวจ พร้อมติดตามความคืบหน้าทางคดีอย่างใกล้ชิด และหากครอบครัวมีความประสงค์จะย้ายโรงเรียน ทางมูลนิธิปวีณาฯ จะช่วยประสานหาโรงเรียนแห่งใหม่ให้กับเด็กต่อไป

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนข้อกล่าวหาต่อครูพี่เลี้ยงยังต้องผ่านกระบวนการสอบสวนและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายตามกฎหมาย